วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทที่ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง


บทที่ ๒
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
                ในการทำโครงงานเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาใบน้อยหน่าในการกำจัดเห็บครั้งนี้ได้ทำการสำรวจเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาประกอบการดำเนินการตามลำดับดังนี้
                ๒.๑ ความหมายของสมุนไพร
                ๒.๒ สาระสำคัญที่พบในพืชสมุนไพร
                ๒.๓หลักเบื้องต้นในการใช้สมุนไพร
                ๒.๔ข้อดีของการใช้สมุนไพร
                ๒.๕ข้อเสียของการใช้สมุนไพร
                ๒.๖พืชสมุนไพรน้อยหน่า
                ๒.๗สรรพคุณของน้อยหน่า
                .๘เห็บ
                ๒.๙แอลกอฮอล์
                ๒.oงานวิจัย
                .๑๑แอลคาลอยด์





.๑ ความหมายของสมุนไพร
                สมุนไพร(Medicinal plant หรือ herb) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง พืชที่ใช้เป็นเครื่องยา ซึ่งหาได้ตามพื้นเมืองมิใช่เครื่องเทศ แต่ความหมายตามตำรายาไทย หมายถึง ยาที่ได้จาก     พฤษชาติ สัตว์หรือแร่ ซึ่งมิได้ปรุงแต่งหรือแปรสภาพ (พร้อมจิต ศรลัมน์, 2537: 2)  
                ความหมายตาม พ..บ สมุนไพร หมายถึง ยาที่ได้จากสัตว์หรือแร่ ซึ่งยังมิได้ผสม ปรุงหรือแปรสภาพ (วันดี กฤษณพันธ์, 2538:2)   
                ส่วนในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติทางยา ไม่ว่ามาจากสิ่งใดในธรรมชาติ ตั้งแต่พืชต่ำสุดจนถึงพืชชั้นสูงสุด
                การศึกษาพืชสมุนไพรเพื่อนนำมาใช้เป็นยาแผนปัจจุบันนั้น มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางโดยพยายามสกัดสาระสำคัญจากสมุนไพร เพื่อให้ได้สารบริสุทธิ์ ศึกษาคุณสมบัติทางเคมีของสาร ตรวจสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลองเพื่อทดสอบผลการรักษาโรคว่าได้ผลดีหรือไม่เพียงใด โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรืก่อให้เกิดพิษค่อนข้างน้อย จึงนำสารนั้นมาเตรียมยาในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อทำการทดสอบกับคนต่อไป
                สมุนไพรนอกจากจะใช้เป็นยาแล้วนั้น ยังใช้ประโยชน์เป็นอาหาร ใช้เตรียมเครื่องดื่มใช้เป็นอาหารเสริม เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ใช้แต่งกลิ่น แต่งสีอาหารและยา ตลอดจนใช้เป็นยาฆ่าแมลงอีกด้วย ในทางตรงกันข้าม สมุนไพรจำนวนไม่น้อยที่มีความเป็นพิษถ้าใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้เกินขนาดอาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังและใช้อย่างถูกต้อง
. สาระสำคัญที่พบในพืชสมุนไพร
                ..๑ คาร์โบไฮเดรต (carbohydrates)
                        คาร์โบไฮเดรตได้แก่สารจำพวก แป้ง น้ำตาล และเซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งเป็นกากใยอาหารอยู่ในพืชรวมทั้งวุ้น และสารจำกัม และมิวซีเลท (gum and mucilage) ต่างๆ คาร์โบไฮเดรตมักเป็นสารที่พืชเก็บไว้ในรูปของแป้ง โดยเก็บไว้ในส่วนหัว ราก ใบ เมล็ด เป็นต้น ประโยชน์ที่ได้จากสารพวกคาร์โบไฮเดรต เช่นเป็นแหล่งพลังงานกากใยในพืชช่วยในการขับถ่าย วุ้นเป็นยาระบาย เป็นต้น


                ๒..๒ ไขมัน (lipids)
                        ไขมันประกอบด้วยไข (Wax) และน้ำมันไม่ระเหย (fix oils) ตัวอย่างของน้ำมันไม่ระเหยได้แก่ น้ำมันจากเมล็ดพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดฝ่าย น้ำมันเหล่านี้บางชนิดใช้เป็นอาหาร บางชนิดใช้เป็นยาระบาย                           
                ..๓ เรซินและบาลซัม (resins and balsames)
                       เรซิน หมายถึง สารประกอบที่มีรูปร่างไม่แน่นอน มักเปราะ และแตกง่าย แต่บางชนิดอาจนิ่มเมื่อเผาไฟจะหลอมเหลวได้สารที่ใส ข้น และเหนียว เช่น ชันสน
                ๒..๔ โปรตีน-กรดอะมิโน (protein – amino acid)
                        โปรตีนเป็นสารอินทรีย์ที่เกิดจากกรดอะมิโน มาจับกันเป็นโมเลกุลใหญ่ มีประโยชน์บำรุงร่างกาย แต่โปรตีนบางชนิดมีพิษ เช่น โปรตีนจากเมล็ดระหุ่ง และเมล็ดละหุ่งตาหนู ตัวอย่าง กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไลซีน (lysine) ทริปโตแพน(tryptophan) ไกลซีน (glycine) และไทโรซีน (tyrosine)
                ๒..๕ เอมไซม์ (enzymes)
                 เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีน้ำหนักโมเลกุลอยู่ระหว่าง 13,000 ถึง 840,000 ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาต่างๆในพืช เช่น เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาออกซิเดชัน รีดักชั่น (oxidation – reduction) เกิดขึ้นระหว่างสารสองชนิด
                ๒..๖ น้ำมันหอระเหย (volatile oils)
                       เป็นสารที่มีลักษณะเป็นน้ำมันที่กลั่นด้วยไอน้ำ มีกลิ่นเฉพาะ ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิปกติเป็นส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิดมักป็นส่วนประกอบของพืชสมุนไพรที่เป็นเครื่องเทศ และเครื่องหอมมักใช้เป็นยาขับลม และฆ่าเชื้อโรค เช่นน้ำมันหอมระเหยในกระเทียม ขิง มะกรูด เป็นต้น ตัวอย่างของสารประกอบเคมีที่สำคัญในน้ำมันหอมระเหย เช่น การบูร (Camphor) บอร์นีออร์ (borneol)
                ๒..๗ แอลคาลอยด์ (alkaloids)
                        แอลคาลอยด์ เป็นกลุ่มสารที่มีความสำคัญทั้งในด้านเป็นยารักษาโรค และเป็นพิษแอลคาลอยด์เป็นส่วนใหญ่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ปัจจุบันนี้มีแอลคาลอยด์มากกว่า 5,000 ชนิด ส่วนใหญ่พบในพืช อาจพบได้บ้างในสัตว์จุลินทรีย์
                ๒..๘ แทนนิน (Tannins)
                        แทนนินเป็นสารจำพวกสารประกอบ phenolic compounds ที่มีโครงสร้างซับซ้อน พบได้เฉพาะในพืช คำว่าแทนนิน หมายถึง สารจากพืชที่สามารถเข้ารวมตัวกับโปรตีนของผนังสัตว์ (animal hilde)ทำให้ไม่เกิดการเน่าเปื่อยตามธรรมชาติ จึงนำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ดังนั้น แทนนินจึงรวมไปถึง phenolic compounds อื่นๆที่ให้ปฎิกิริยาบางอย่างของแทนนิน ซึ่งสารเหล่านี้มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ เช่น   gallic acid , catechin และ chebulic acid เป็นต้น เรียกโดยรวมว่า peudotannin ส่วน true tannin จะมีน้ำหนักโมเลกุลตั้งแต่ 1,000 – 5,000 แทนนินอาจมีน้ำตาลมาเชื่อมอยู่ในรูปของ glycoside ได้
                ๒..๙ แอนทราควิโนน (antraquinones)                                                             
                  สารจำพวก quinones เป็นสารมีสี ที่พบในธรรมชาติมีสีเหลือง ส้ม แดงเข้ม จนเกือบถึงดำ แต่ไม่ได้มีส่วนผสมแต่งสีสันให้กับธรรมชาติเหมือนสารสี (pigments) อื่นๆเช่น Flavoids หรือ anthocyanins สารประกอบ quinines มีโครงสร้างเป็น (aromatic diketone) ประกอบด้วยวงแหวนเบนซีน (benzene ring)   ตั้งแต่ 1 วงแหวน (1 ring) ขึ้นไป และมีหมู่คีโตน 2 หมู่ อยู่ในตำแหน่งพาราซึ่งกันและกัน คิวโนนพบในธรรมชาติทั้งในรูปแบบอิสระและในรูปแบบลัยโคไซด์ ซึ่งสามารถถูกไฮโดรลีส (hydrolysed) ได้ด้วยกรด ด่าง หรือเอมไซม์ สิของ quinines จะเปลี่ยนได้ตามค่า pH ในกรดสีของ quinines จะออกสีเหลืองหรือสีส้ม   และจะเปลี่ยนไปทางสีแดงเมื่ออยู่ในด่าง quinines ที่ใช้ประโยชน์ทางยาจะมีฤทธิ์ทางแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน ใช้เป็นยาระบาย (laxative) และยาขับถ่าย (purgative)
                ๒..o สเตอรอยด์ (steroids)
                         สเตอรร์รอยด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจาก ไอโซพรีน (Isoprene) 6 หน่วยมาเชื่อมต่อกันและมีโครงสร้างหลักเป็น cyciopentanoperhydrophenanthene ซึ่งวงแหวน A, B และ C จะอยู่ในลักษณะ chair conformation การเชื่อมต่อกันระหว่างวงแหวน A และ B จะมีได้ 2แบบ คือ Trans และ cis
                        การแบ่งกลุ่มของสเตอรอยด์ จากธรรมชาติตามแหล่งที่มาและฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้ดังนี้
๑)     สเตอรอล (sterols)
๒)    วิตามินดี (vitamins D)
๓)    กรดน้ำดี (bile acids)
๔)    สเตอรอยดัล ฮอร์โมน (steroidal hormones)
๕)    สเตอรอยดัล ซาโปนิน (steroidal saponins)
๖)     สเตอรอยดัล แอลคาลอยด์ (steroidal alkaloids)
๗)    คาร์ดิแอกกลัยโคไซด์ (cardiac glycoside)
..๑๑ ซาโปนิน (saponin)
                          ซาโปนินเป็นสารประกอบพวกไกลโคไซด์ ซึ่งละลายน้ำได้ พบกระจายทั่วไปในพืชชั้นสูงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทะเล ซาโปนินเป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ เมื่อถูกการแยกสลายด้วยกรดจะได้ส่วน aglycone หรือ genin ซึ่งเรียกว่า sapogenin ส่วนใหญ่จะมีรสเผ็ด ขม หรือเฝื่อนแต่บางชนิดมีรสหวาน เช่นที่พบในชะเอมเทศ
                          ซาโปนินมีคุณสมบัติที่สำคัญ ๒ ประการคือ
                                                ๑) ลดแรงตึงผิวของน้ำเมือนำซาโปนินมาละลายน้ำแล้วเขย่าจะเกิดฟอง สมบัตินี้เป็นที่รู้จักและใช้ประโยชน์กันมาแต่โบราณ โดยใช้เป็นสารซักฟอก (Detergent) เช่น ลูกประคำดีควาย
                                                ๒)ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก (haemolysis) ดังนั้นจะเกิดความเป็นพิษได้ถ้ามี           ซาโปนินเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งอาจทำให้ตายได้ถ้ามีปริมาณ 0.5 – 3 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
               
                ๒..๑๒ คาร์ดิแอกกลัยโคไซด์ (cardiac glycosides)
                          คาร์ดิแอกกลัยโคไซด์เป็นกลัยโคไซด์ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง โดยมีผลไปกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้บีบตัวแรงขึ้น (Positive intropic effect) แต่จะเต้นช้าลง สารกลุ่มนี้มีความสำคัญทางการแพทย์ใช้รักษาโรค congestive herb failure โดยมีการใช้มาตั้งแต่ปี ค..1785 ในตำรายาตะวันตก มีการใช้คาร์ดิแอกกลัยโคไซด์ จากพืชในสกุล (Digitalis) หลายชนิด นอกจากนี้ยิ่งมีการนำพืชทีมีคาร์ดิแอกกลัยโคไซด์มาใช้ทำน้ำยาสำหรับลูกดอกอาบยาพิษร่วมกับสารพิษจากพืชชนิดอื่นๆ

.หลักเบื้องต้นในการใช้สมุนไพร
                จากการศึกษาที่ปรากฏในตำราสมุนไพรซึ่งเป็นที่นิยมและยอมรับของแพทย์แผนไทย เช่น หนังสือประมวลสรรพคุณยาไทยของสมาคม โรงเรียน แพทย์แผนไทยสำนักพระเชตุพนฯเป็นต้น พบว่ามีสมุนไพรระบุไว้ 350 ชนิด แต่ละชนิดใช้รักษาอาการต่างๆได้มากมาย ดังนั้นการนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์หลายประการ เพื่อประโยชน์ที่ต้องการ และ ปราศจากพิษที่อาจเกิดขึ้นได้



. ข้อดีของการใช้สมุนไพร
                ๑) ปลอดภัย สมุนไพรส่วนใหญ่มักจะออกฤทธิ์อ่อน ไม่ค่อยเป็นพิษ หรือมีอาการข้างเคียงมาก ต่างจากยาแผนปัจจุบันที่มักจะมีฤทธิ์เฉียบพลัน หากรับประทานเกินเพียงเล็กน้อยก็อาจจถึงตายได้
                ๒) ประหยัด สมุนไพรถูกกว่ายาแผนปัจจุบันมากจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะใช้ประโยชน์เพราะจะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดการเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศได้ สมุนไพรบางชนิดสามารถปลูกขึ้นเองได้
                ๓) เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ห่างไกล ผู้ป่วยในชนบทที่ห่างไกล บางครั้งไม่สามารถมารับบริการจากสถานบริการทางการแพทย์แผนประจุบันได้ จึงควรใช้สมุนไพรที่เชื่อถือได้รักษาโรคนั้นๆ
                ๔) ขจัดปัญหาการขาดแคลนยา ยาแผนปัจจุบันส่วนใหญ่จะผลิตจากตัวยาที่สั่งนพเข้าจากต่างประเทศ ในภาวะสงคราม หรือภาวะไม่ปกติ อาจเกิดการขาดแคลนยาได้ แต่ยาสมุนไพรเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้สมุนไพรรักษาโรคให้มากขึ้น
. ข้อเสียของการใช้สมุนไพร
                ๑) ไม่สะดวก การใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคนั้นต้องเสียเวลาในการเตรียมยา เช่น ยาหม้อต้องอุ่นทุกเช้าและเย็น ทำให้ไม่สะดวก ยุ่งยากและเสียเวลา
                ๒) ยาสมุนไพรมักมีฤทธิ์อ่อน ออกฤทธิ์ช้า ต้องรับประทานเป็นเวลานาน และเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสมุนไพรมีสารหลายชนิด ทำให้มีฤทธิ์ต้านกันเองได้
.พืชสมุนไพรน้อยหน่า (พจนานุกรมสมุนไพรไทย, ๒๕๗๙:  ๕๒)
                ชื่อวิทยาศาสตร์                    : Annona squamosa Linn
                ชื่อวงศ์                                   : Annonaceae
                ชื่อพื้นเมือง                          : น้อยหน่า, หมักเขียบ(ตะวันออกเฉียงเหนือ), มะนอแน่ มะแน่ (เหนือ),           
                                                                มะออจ้า มะโอจ่า(เงี้ยว เหนือ), ลาหนัง(ปัตตานี), หน่อเกล๊าแซ
(เงี๊ยว- แม่ฮ่องสอน), เตียบ (เขมร)
               
                ลักษณะของพืช
                                น้อยหน่าเป็นพืชยืนต้นใบเดี่ยวติดกับต้น ใบรูปวงรี ปลายแหลมหรือมน ดอกเล็ก 4 กลีบ    สีเหลือง   อมเขียว กลิ่นหอม ลูกกลม มีตุ่มนูนรอบผล เนื้อสีขาว รสหวาน เมล็ดดำ
                การปลูก
                                ปลูกโดยใช้เมล็ด ปลูกได้ง่าย เวลาปลูกใช้วิธีหยอดเมล็ดใส่ถุงพลาสติกก่อนเมื่อต้นงอกแล้วจึงย้ายไปปลูกในหลุม ในระยะแรกควรจะทำร่มเงาให้ด้วย เมื่อย่างเข้าปีที่ 3 จะเริ่มออกลูกต้องคอยดูแลรักษาใส่ปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืชด้วย
                ส่วนที่ใช้เป็นยา
                                ใบสดและเมล็ด
                เวลาที่เก็บเป็นยา
                                เก็บใบที่สมบูรณ์ และเมล็ดจากผลสุก
. สรรพคุณของน้อยหน่า (ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร, 2539: 143)
                ตำราไทยได้ระบุสรรพคุณของน้อยหน่าในการบำบัดโรคต่างๆดังนี้
                                ราก                         ใช้เป็นยาระบาย ถอนพิษเบื่อเมา ทำให้อาเจียน และแก้พิษงู
                                เปลือกต้น              แก้พิษงู แก้ท้องร่วงสมานลำไส้ สมานแผล เป็นยาฝาดสมาน แก้ระมะนาด
                                ใบ                           แก้ฟกบวม แก้กลาก เกลื่อน ฆ่าพยาธิผิวหนัง ขับพยาธิลำไส้ ฆ่าเหา แก้หิด
                                ผลดิบ                  แก้พิษงู  แก้ฝีในลำคอ ขับพยาธิ ฆ่าพยาธิผิวหนัง กลากเกลื่อน
                                ผลแห้ง               แก้งูสวัด เริม ฝีในหู
เมล็ด                      เป็นยาฆ่าเหา  ฆ่าพยาธิตัวจี๊ดและแก้บวม     
                ใบน้อยหน่ามีสารแอลคาลอยด์ แอนโนเนอีน (anonaine) และเรซิน (resin) ในเมล็ดมีน้ำมันอยู่ 45% ซึ่งเป็นพิษกับด้วงปีกแข็ง เพลี้ยอ่อนแมลงวัน และมวนปีกแข็งสารสกัดเมทานอลของใบน้อยหน่าเป็นพิษต่อไรทะเล และใบน้อยหน่ายังเป็นพิษต่อเพลี้ยอ่อนถั่วโดยมี LC50 2,089.30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร
.๗ เห็บ
                “ชื่อแมลงขนาดเล็กหลายชนิดในหลายวงศ์ ลักษณะทั่วไปคล้ายไร แต่ส่วนใหญ่มักตัวโตกว่าและปากมีลักษณะเป็นแท่ง” (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๒:  )
                “เห็บจัดอยู่ในอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) คลาสอะแรคนิดา (Class Arachnida) มีส่วนหัวและส่วนอกรวมกัน มีรยางค์ 6 คู่ โดยรยางค์คู่ที่ 1 และคู่ที่ 2 ใช้จับอาหารและรับรู้ความรู้สึกและมีขาเดิน 4 คู่ เห็บ ไร เป็นปรสิตของสัตว์(ชีวะวิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เล่ม 5, 2549: 125-126)
                เห็บ (Ticks) เป็นแมลงที่เป็นปรสิตชนิดใช้ปากกัดดูดเลือด มนุษย์และสัตว์ มีลักษณะต่างจากแมลงคือ ลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนของหัว และส่วนของอกรวมกันเป็นส่วนเดียว เรียกว่า เซพฟาโลธอแรกซ์ (cephalothorax) และมีส่วนท้องแยกออกจากกัน บางชนิดมีส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ติดกันเป็นส่วนเดียว ไม่มีหนวด มีขา 4 คู่ รูปร่างค่อนข้างกลม มีขนาดมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เห็บตัวเมียบางสกุลเมื่อดูดเลือดจนอิ่มแล้วจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 มิลลิเมตร เห็บที่มีความสำคัญทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข คือ เห็บแข็ง และเห็บอ่อน เห็บแข็งเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในการแพร่กระจายโรคได้ดีกว่าเห็บอ่อน
                เห็บแข็ง เป็นเห็บที่มีแผ่นคลุมหลังคลุบด้านบนของตัวเห็บทั้งหมด แผ่นคลุมนี้มีความแข็งที่เรียกว่า แผ่นสคิวตัม หรือแผ่นดอร์ซัล (scutum plate หรือ dorsal plate) ซึ่งเป็นสารไคติน แต่ถ้าเป็นเห็บตัวเมียแผ่นคลุมหลังนี้จะคลุมอยู่ประมาณ 1/8 ของลำตัวส่วนตัวอ่อนแผ่นคลุมหลังนี้จะคลุมลำตัวเพียงครึ่งหนึ่ง และมีปากยื่นออกมาจากลำตัวเรียก capitulum เห็บแข็งนี้มักเป็นพาหะนำโรคอันเนื่องจากมาเชื้อไวรัสบัคเตรีและริกเค็ตเซีย (Rickettsia) ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (encephalitis) โรคทูลารีเมีย (tularemia) โรคไข้กลับ (relapsing fever) โรคไทฟัส (typhus fever) และโรคคิวฟีเวอร์ (Q-fever)
                เห็บอ่อน เห็บอ่อนมีผนังลำตัวอ่อนย่นและนุ่ม ไม่มีแผ่นสคิวตัม หรือแผ่นดอร์ซัล ปกคลุมตัวเหมือนเห็บแข็ง เป็นพาหะนำโรคไข้กลับ
                โรคที่เกิดจากเชื้อ Rickettsia, Colorado tick fever, Hemorrhagic fevers, Relapsing fever, Tularemia ทำให้เป็นอัมพาต เกิดจากการถูกเห็บตัวเมียกัด ซึ่งเกิดจากพิษที่ผลิตมาจากรังไข่ของเห็บ เรียกว่า ovotoxin เห็บไม่ใช่ปรสิตสำหรับคน แต่คนมักจะติดมาจากสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข ฯลฯ


วงจรชีวิตเห็บ

                วงจรชีวิตของเห็บมี 3 ระยะ คือ ระยะไข่ ระยะเป็นตัวอ่อน และระยะเป็นตัวแก่ วงจรชีวิตของเห็บอาจกินเวลาประมาณ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ เห็บทุกตัวก่อนที่จะผสมพันธุ์กันจะต้องเกาะดูดเลือดโฮสต์เสียก่อน แล้วเห็บจึงหนีออกไปวางไข่นอกตัวโฮสต์ ส่วนใหญ่จะวางไข่บนพื้นดิน การวางไข่ของเห็บบางชนิดจะวางติดต่อกันหลายสัปดาห์จนกระทั่งไข่หมด ซึ่งจะวางไข่ได้หลายพันฟองโดยเฉพาะเห็บแข็ง เมื่อวางไข่จนหมดแล้วก็จะตายไป ส่วนเห็บอ่อนบางชนิดจะวางไข่หลายครั้ง ครั้งละประมาณ 90-100 ฟอง ไข่ของเห็บอาจอยู่ได้นานตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ไปจนถึงมากกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเห็บและอุณหภูมิของอากาศ ไข่ของเห็บแต่ละฟองจะถูกเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ป้องกันการระเหยของน้ำและทำให้ไข่เกาะกลุ่มกัน เมื่อไข่แตกตัวให้ตัวอ่อนซึ่งมีขา 3 คู่ คล้ายแมลงเรียกว่า ซีดทิค (seed tick) ซึ่งจะดูดเลือดเป็นอาหาร จึงต้องหาโฮสต์เพื่ออยู่อาศัยต่อไป ซึ่งตัวอ่อนของเห็บอาจดูดเลือดจากโฮสต์ได้นานเป็นวัน เมื่อตัวอ่อนดูดเลือดจนอิ่มแล้วจะลอกคราบกลายเป็นตัวแก่มีขา 4 คู่ ที่สำคัญ เห็บจะเป็นปรสิตตั้งแต่เกิด

               

.๙ แอลกอฮอล์
                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2542,  ( 2546 :    ) ได้ให้ความหมายของคำว่าแอลกอฮอล์ไว้ว่า
                แอลกอฮอล์  (น) สารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นของเหลวใส กลิ่นฉุน ระเหย ง่าย มีขีดเดือด ๗๘.๕   องศาเซลเซียส ชื่อเต็มคือ เอทิลแอลกอฮอล์ แต่มักเรียกกัน สั้นๆ ว่า แอลกอฮอล์ โดยปรกติเกิดขึ้นจากการหมักสารประเภท แป้งหรือนํ้าตาลผสมยีสต์ ซึ่งมักเรียกกันว่า แป้งเชื้อหรือเชื้อหมัก                             เป็นองค์ประกอบสําคัญของสุราและเมรัยทุกชนิด เมื่อดื่มเข้าไปจะ ออกฤทธิ์ทําให้มีอาการมึนเมา       ใช้ประโยชน์เป็นตัวทําละลาย และ เป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น.
                ในทางเคมี แอลกอฮอล์ (อังกฤษ: alcohol) คือสารประกอบอินทรีย์ ที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) ต่อกับอะตอมคาร์บอนของหมู่แอลคิลหรือหมู่ที่แทนแอลคิล สูตรทั่วไปของแอลกอฮอล์แบบอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นสายตรง) คือ CnH2n+1OH
โดยทั่วไป แอลกอฮอล์ มักจะอ้างถึงเอทานอลเกือบจะเพียงอย่างเดียว หรือเรียกอีกอย่างว่า grain alcohol ซึ่งเป็นของเหลวที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสามารถระเหยได้ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาล นอกจากนี้ยังสามารถใช้อ้างถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นที่มาของคำว่าแอลกอฮอลิซึ่ม (โรคติดแอลกอฮอล์)
.o งานวิจัย    
                ชารี ฐิติรุ่งเรืองและมานิตย์ เลิศขัยพร ( 2535) ได้ศึกษาฤทธิ์การต้านปรสิตและสารประกอบเคมีในสารสกัดจากใบและเมล็ดน้อยหน่า พบว่าสารสกัดที่สามารถออกฤทธิ์ฆ่าเหาได้ดีที่สุด เป็นสารสกัดเมล็ดน้อยหน่าด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1:1 ในน้ำมันมะพร้าว
                ฮาร์เพอร์ และพอทเตอร์ (Harper and Potter, 1974: 104) ได้ทำการศึกษาพบว่า สารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าด้วยตัวทำละลายอีเทอร์ สามารถไล่แมลงได้
                วอฮอรา และคณะ (Vohora et.al.,  1975  :  97 – 100 ) ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าด้วยเอทานอล พบว่า สามารถมีผลยับยั้งเชื้อแบททีเรีย ในกลุ่ม Stapphylococus aureus,     Steptococus pyogenes,  S. viridians,  Diplococcus pneumonia,  Corynebacteium diphther,  E. coli,             S. paratyphi B, Shigella flexnerri.
                มาร์ลีแอบพาน  แลพซาซีนาล (Marliappan and Saxenal ,  1983 :  573 – 576 ) ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมันสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าพบว่ามีประสิทธิสูงภาพในการกำจัดตั๊กแตนตำข้าว              (Nephotellix virescens)
                จากการศึกษาข้อมูลที่ได้ศึกษามาแล้วเกี่ยวกับฤทธิ์ในการกำจัดแมลงจากสารสกัดเมล็ดน้อยหน่าและใบน้อยหน่าพบว่า สารเคมีในเมล็ดน้อยหน่าและใบน้อยหน่าสามารถที่จะออกฤทธิ์ในการกำจัดแมลงได้เช่น การกำจัดเหาด้วยสารสกัดแอลคาลอยด์จากเมล็ดน้อยหน่า
.๑๑ แอลคาลอยด์
                แอลคาลอยด์ (Alkaloid) เป็นกลุ่มสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างทางเคมีแบบวงและมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบมีความสำคัญในด้านเป็นยารักษาโรค แอลคาลอยด์ส่วนใหญ่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแหล่งที่พบอยู่ในพืชมีดอก แอลคาลอยด์จะสะสมอยู่ใน ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ซึ่งมีฤทธิ์ในการกำจัดแมลงได้
                ดังนั้นผู้จัดทำจึงได้ศึกษาการฆ่าเห็บด้วยใบน้อยหน่าผสมแอลกอฮอล์ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายในการสกัดสารแอลคาลอยด์ที่มีอยู่ในใบน้อยหน่าใบน้อยหน่าในอย่างง่าย เพื่อใช้ในการฆ่าเห็บให้ได้ประสิทธิภาพและนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น